บทที่ 2 กลับมาพร้อมสมบัติ

หกปีต่อมา ณ สนามบินนานาชาติเมือง เอ

อัญชนีเข็นกระเป๋าเดินทางออกมาจากทางเดินผู้โดยสาร

เธอมีผมยาวลอนสีน้ำตาล รูปร่างสมส่วนไร้ที่ติ และใบหน้าที่สวยสะดุดตาจนดึงดูดความสนใจของคนรอบข้างในทันที

แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ ข้าง ๆ เธอยังมีฝาแฝดชายหญิงคู่หนึ่งเดินเดินมากับเธอด้วย

เด็กชายสวมชุดลำลองสีน้ำเงินเข้ม สะพายกระเป๋าเป้ใบเล็กไว้ข้างหลัง เดินตามอัญชนีอย่างไม่รีบร้อน ด้วยท่าทางที่ดูนิ่งๆและสุขุม ราวกับเป็นภวัตในเวอร์ชันย่อส่วน

ส่วนเด็กหญิงมัดผมหางม้า สวมเสื้อยืดและกระโปรงสั้นสีเดียวกับพี่ชาย แต่สะพายเป้คนละสี เดินอยู่ข้าง ๆ พี่ชายพร้อมรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า

ความสวยหล่อเกินต้านของทั้งสามแม่ลูกดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้างในทันที หลายคนถึงกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขา

เด็กชายเหลือบมองอย่างเย็นชา ไม่ค่อยชอบที่ถูกผู้คนมุงดู เขาจึงหยิบแว่นกันแดดสีดำที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอกขึ้นมาสวม ทุกท่วงท่าเต็มไปด้วยความสุขุมและสูงศักดิ์ซึ่งไม่เข้ากับวัยของเขาเลย

แต่เด็กหญิงกลับตรงกันข้าม เมื่ออยู่ต่อหน้ากล้องและเสียงกรี๊ดของผู้คน เธอกลับยิ้มกว้างขึ้น โบกไม้โบกมือให้กับฝูงชนที่มุงดู ราวกับเป็นดาราที่กำลังเปิดคอนเสิร์ต

การกระทำของสองพี่น้องทำเอาอัญชนีแทบไม่อยากจะมอง เธอจึงเอ่ยเรียกพวกเขา: “นิค แอนน์ นี่เมืองไทยนะ พวกเราเพลา ๆ ลงหน่อย ตามแม่มาดี ๆ”

สองพี่น้องหันกลับมาพร้อมกัน

พี่ชายนิคพยักหน้าเบา ๆ“ทราบแล้วครับหม่ามี้ พวกเราจะระวังตัวครับ”

ส่วนน้องสาวแอนน์กลับส่งยิ้มหวานให้อัญชนี ทำหน้าตาไร้เดียงสา “หม่ามี้ พวกเราทำอะไรผิดเหรอคะ เปล่านี่นา”

“อย่ามาทำเป็นพูดเลยนะ”

อัญชนีรู้จักลูกสาวคนนี้ดีเกินไป ยิ่งเธอยิ้มสดใสมากเท่าไหร่ ระดับความอันตรายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ช่างเป็นนางมารร้ายตัวน้อยจริง ๆ

“ก็ได้ค่า ก็ได้ค่า หนูจะเชื่อฟังก็ได้” แอนน์ยักไหล่อย่างไร้เดียงสา ทำท่าเป็นเด็กดีเชื่อฟัง

อัญชนีส่ายหน้าถอนหายใจ แต่ในแววตากลับซ่อนความลับไว้ไม่อยู่

เดิมทีคิดว่าชาตินี้จะไม่มีวันได้ข้องเกี่ยวกับภวัตอีก แต่ไม่คาดคิดว่าในคืนนั้นเมื่อห้าปีก่อน เธอจะตั้งท้อง แถมยังเป็นแฝดสี่

ตั้งแต่เด็กเธอต้องระหกระเหินอยู่ตัวคนเดียวในชนบท มีเพียงเธอกับคุณย่าที่พึ่งพากันและกัน

สิ่งที่เธอปรารถนาที่สุดคือการมีครอบครัว

การมาถึงของเด็กทั้งสี่คนเป็นเหมือนของขวัญที่ดีที่สุดที่พระเจ้ามอบให้ แต่ไม่คาดคิดว่าตอนคลอด ลูกอีกสองคนจะเสียชีวิตไป เหลือเพียงนิคกับแอนน์

พวกเขามีไอคิวสูงมาก ทำให้เธอมักจะจนปัญญาอยู่เสมอ และก็ทำให้เธอนึกถึงลูกอีกสองคนที่โชคร้ายเสียชีวิตไป...

ถ้าหากพวกเขายังอยู่ จะดีแค่ไหนกันนะ

ขณะที่เธอกำลังคิดอยู่ ทันใดนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นเคยในฝูงชนโดยไม่ตั้งใจ

เขายืนหันข้างให้เธอและกำลังคุยโทรศัพท์อยู่

แม้จะมองไม่เห็นหน้าตรง แต่รูปร่างที่สูงโปร่ง โครงหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาไร้ที่ติในทุกองศา และกลิ่นอายของความสูงศักดิ์และเย็นชาที่แผ่ออกมาจากทั่วร่าง จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากภวัต

นี่เธอโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ กลับประเทศวันแรกก็เจอผู้ชายคนนี้เลย

ภวัตสัมผัสได้ในทันทีว่ามีคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาจึงหันมาประจันหน้าอย่างรวดเร็ว สายตาจับจ้องไปยังทิศทางของอัญชนีอย่างแม่นยำ

อัญชนีรีบหันหลังกลับทันที หยิบหน้ากากอนามัยออกจากกระเป๋ามาสวม หัวใจเต้นรัวไม่หยุด

ไม่ใช่ว่ากลัวผู้ชายคนนี้ แต่ไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอคลอดลูกของเขาออกมาแล้ว เดี๋ยวไอ้ผู้ชายเฮงซวยนั่นจะมาแย่งลูกไปจากเธอ

ดูท่าต้องรีบไปจากที่นี่แล้ว

เธอเอ่ยเรียกชื่อลูกทั้งสองเบาๆ “นิค แอนน์ ตามแม่มาดี ๆ”

สองพี่น้องมองแม่ที่จู่ ๆ ก็มีท่าทีตึงเครียดขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เดินตามเธอไปยังทางออกของสนามบิน

ทว่า ทุกทางออกกลับมีคนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ยืนเฝ้าอยู่

อัญชนีรู้ดีว่าคนเหล่านั้นน่าจะเป็นคนที่ภวัตจัดเตรียมไว้

เธอเลือกทางออกที่มีคนน้อยที่สุด แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้กลับพบกับร่างที่คุ้นเคยอีกคนหนึ่ง—กอล์ฟ

กอล์ฟเป็นผู้ช่วยพิเศษที่ติดตามภวัตมานานหลายปี และเขาก็รู้จักอัญชนีด้วย

อัญชนีรีบเรียกลูกทั้งสองให้หยุด แล้วหยิบหน้ากากอนามัยขนาดเล็กสองชิ้นออกจากกระเป๋ามาสวมให้พวกเขา ก่อนจะกระซิบสั่ง "นิค แอนน์ ลูกสองคนออกไปทางออกด้านหน้า เลี้ยวขวาไปประมาณหนึ่งร้อยเมตรจะเจอรถของแม่ทูนหัว เป็นรถออดี้สีขาว ป้ายทะเบียน XXX พวกเราไปรวมตัวกับแม่ทูนหัวก่อนนะ เดี๋ยวหม่ามี้จะตามไปทีหลัง เข้าใจไหม?"

“ทราบแล้วครับ/ค่ะ”

สองหนูน้อยพยักหน้าพร้อมกัน

อัญชนีไม่รอช้า หันหลังเดินจากไปทันที

แต่ไม่คาดคิดว่าทันทีที่เธอเดินไป แอนน์ก็ถอดหน้ากากที่สวมไว้ออกทันที ทำท่าทางเหมือนอยากดูเรื่องสนุก พูดกับนิคว่า “ฉันก็จะไปดูด้วย”

นิคระวังท่าทีแบบนี้ของเธออยู่แล้ว เขาจึงรีบคว้าแขนเล็ก ๆ ของเธอไว้ แล้วพูดอย่างไม่เห็นด้วย “หม่ามี้ให้พวกเราไปกับแม่ทูนหัวนะ”

“งั้นนายไปก่อนสิ เดี๋ยวฉันค่อยตามไป”

แอนน์สะบัดแขนจนหลุดแล้ววิ่งหนีไป

นิคกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไป จึงรีบตามไปติด ๆ

...

อีกด้านหนึ่ง อัญชนีหลบเลี่ยงหูตาของภวัตได้สำเร็จ เดินเข้ามาในลานจอดรถจากทางออกอีกทางหนึ่ง ขณะที่กำลังจะไปรวมตัวกับเพื่อนสนิท ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องตกใจดังมาจากที่ไม่ไกล

เธอหันไปมองตามเสียง ก็เห็นเด็กชายคนหนึ่งอายุราว ๆ กับนิคและแอนน์ เขากำลังวิ่งวุ่นไปทั่วลานจอดรถ ปากก็ร้องเรียก “น้องสาว” ไม่หยุด ดูเหมือนกำลังตามหาคนอยู่

เดิมทีอัญชนีไม่อยากจะยุ่ง แต่การที่มีเด็กมา วิ่งวุ่นในลานจอดรถมันอันตรายเกินไป โดยเฉพาะหลังจากที่ได้เป็นแม่คน เธอยิ่งทนเห็นเด็ก ๆ ลำบากไม่ได้ จึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหาเขา

เด็กชายตามหาน้องสาวอยู่นานก็ยังไม่เจอ เขากังวลว่าน้องสาวจะเกิดอันตราย จึงไม่กล้าเสียเวลาอีกต่อไป เขายืนนิ่งอยู่กับที่ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเตรียมจะโทรออก

ส่วนอัญชนีที่เดินเข้ามาก็มองเห็นหน้าตาของเขาชัดเจนในที่สุด สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที เธอรีบเดินเข้าไปหา “นิค แม่บอกให้ลูกไปรวมตัวกับแม่ทูนหัวก่อนไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะ?”

เด็กชายตัวน้อยไม่สนใจเธอ ก้มหน้ากดเบอร์โทรศัพท์ต่อไป

อัญชนีจึงดึงโทรศัพท์มือถือของเขาไปเลย

เด็กชายหาน้องสาวไม่เจอ ในใจก็กำลังร้อนรน แถมยังถูกแย่งโทรศัพท์ไปอีก ทันใดนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ ตะคอกกลับไปว่า “คุณเป็นใคร กล้าดียังไงมาแย่งโทรศัพท์ผม”

“ฉันเป็นใครเหรอ? ฉันเป็นแม่แกไง!” อัญชนีพูดอย่างอารมณ์เสีย

เดิมทีก็ยังแปลกใจว่าลูกชายของเธอปกติสุขุมเสมอ ไม่เคยเถียงเธอเลย แต่พอเห็นว่ามีเขาอยู่แค่คนเดียว ก็ไม่สนใจเรื่องอื่นแล้ว รีบถามว่า “ทำไมมีแค่ลูกคนเดียวล่ะ? แล้วน้องสาวล่ะ?”

เด็กชายยังไม่ทันได้ตั้งตัว ตอบกลับไปว่า “น้องสาวหายไปแล้วครับ”

ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรนและโทษตัวเอง

เมื่ออัญชนีเห็นดังนั้น ก็ไม่กล้าตำหนิเขาอีก ดึงมือของเขาแล้วพูดว่า “หม่ามี้จะไปช่วยหาด้วยกัน”

เด็กชายยอมให้เธอจูงมือเดินไป

ในไม่ช้า พวกเขาก็พบเด็กหญิงนอนนิ่งอยู่บนพื้นที่มุมอับแห่งหนึ่งในลานจอดรถ ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากเป็นสีม่วง

เด็กชายรีบตะโกนเรียก “น้องสาว”

อัญชนีอุ้มเด็กหญิงขึ้นมา พบว่าตัวของเธอยังอุ่น ๆ อยู่

เธอโน้มตัวลง เอาหูแนบกับหน้าอกของเด็กหญิง ได้ยินเสียงหวีดเบา ๆ จากในอก เสียงหายใจก็ค่อย ๆ แผ่วลง เป็นอาการของโรคหอบหืด

เธออดรู้สึกสับสนไม่ได้ ลูกสาวของเธอสุขภาพแข็งแรงมาตลอด ไม่เคยมีอาการของโรคหอบหืดเลยนี่นา

แต่สถานการณ์ตรงหน้าทำให้เธอไม่มีเวลาคิดอะไรมาก เธอรีบหยิบถุงออกซิเจนพกพาออกจากกระเป๋า ให้เด็กหญิงสูดดม พร้อมกับใช้มือลูบหน้าท้องของเธอเบา ๆ

อาการของเด็กหญิงค่อย ๆ ดีขึ้น เธอลืมตาขึ้นในอ้อมแขนของอัญชนี มองใบหน้าของอัญชนี แล้วเรียกออกมาอย่างสะลึมสะลือ “หม่ามี้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป